นางสาวชุษณี ตองอ่อน
5005106002
คณิตศาสตร์การเงิน
คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดอัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2552 เหลือร้อยละ 0-2 จากประมาณการเดิมเมื่อเดือนตุลาคมปี 2551 ที่ร้อยละ 3.8-5 และมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ หากเศรษฐกิจโลกถดถอยกว่าที่คาด ปี 2553 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 2-4
รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ ฉบับเดือนมกราคม 2552
นางสาวดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนมกราคม 2552 ในวันที่ 23 มกราคม 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 4.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจาก ร้อยละ 6.0 และ 5.3 ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2551 ตามลำดับ สอดคล้องกับที่คณะกรรมการฯ คาดไว้ โดยเป็นผลมาจากการชะลอตัวอย่างมากของการส่งออกสุทธิ โดยเฉพาะปริมาณการนำเข้าที่ขยายตัวสูง ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนขึ้น และการใช้จ่ายของภาครัฐที่หดตัวลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน
ต่อมาในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และมีปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกชะลอลงมากทำให้มูลค่าและปริมาณการส่งออกไทยเริ่มหดตัวลง ในขณะที่ความไม่สงบทางการเมืองที่นำไปสู่การปิดสนามบินนานาชาติ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้ทรุดลงกว่าในช่วงก่อนหน้า แม้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมากและมีผลดีต่อต้นทุนการผลิต แต่ปัจจัยลบที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งปี 2551 น่าจะใกล้เคียงร้อยละ 3.6
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคทำได้น้อยลง นอกจากนี้ผลของมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทำให้ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อการปรับค่าจ้างแรงงานผ่อนคลายลง สอดคล้องกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงตามไปด้วย
สำหรับเสถียรภาพต่างประเทศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 จะขาดดุลต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจและในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนปรับลดลง รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินมีแนวโน้มด้อยลง จากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงกว่าในช่วงก่อนหน้า จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ในการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในช่วง 8ไตรมาสข้างหน้า คณะกรรมการฯ มีการทบทวนข้อสมมติประกอบการคาดการณ์อย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อสมมติ 3 เดือนก่อนสรุปได้ ดังนี้
ข้อสมมติอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในปี 2552 และ 2553 ปรับลดลงมากจากผลของวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักถดถอย โดยจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงปี 2553
ข้อสมมติอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ปรับลดลงตลอดช่วงประมาณการสอดคล้องกับการเร่งแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น
ค่าเงินในภูมิภาคมีแนวโน้มอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ในปี 2552 จากผลของการไหลออกของเงินทุนจากตลาดภูมิภาคกลับสู่สหรัฐฯ เนื่องจากเกิดภาวะ Risk Aversion และยังอยู่ในระดับที่อ่อนต่อเนื่องในปี 2553
ข้อสมมติรายจ่ายของภาครัฐสูงกว่าเดิมในปีงบประมาณ 2552 เป็นผลจากงบเพิ่มเติมประมาณ 115 พันล้านบาท ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ในปี 2553 ต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย
ข้อสมมติราคาน้ำมันดูไบในปี 2552 ปรับต่ำลงจากเดิมตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2552 อยู่ที่ 45.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2553 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ข้อสมมติราคาสินค้าเกษตรในปี 2552 ปรับสูงขึ้นจากเดิม เพราะข้อมูลมีระดับที่สูงกว่า ที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ และจะชะลอลงในปี 2553 ในขณะที่ข้อสมมติราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มิใช่เชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับต่ำลงจากเดิมในปี 2552 และปรับตัวสูงเล็กน้อยในปี 2553 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ภายใต้ประมาณการกรณีฐานที่อิงข้อสมมติดังกล่าว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2552 มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อน ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวอย่างรุนแรงเป็นสำคัญ แต่นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็วมีส่วนช่วยพยุงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้บางส่วน โดยในปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะสามารถเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าเดิมจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่ทำได้ยากขึ้นในภาวะที่อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง และมาตรการของรัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนที่ได้รับการต่ออายุไปอีก 6 เดือน
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากประมาณการในกรณีฐาน โดยในภาพรวมความเสี่ยงด้านลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีมากกว่าความเสี่ยงด้านบวก ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโลกที่อาจอยู่ในภาวะถดถอยนานกว่าที่ประเมินไว้ และฟื้นตัว ได้ช้ากว่าที่คาด รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตาม
เป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น Fan Chart ของการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้จึงเบ้ลงตลอดทั้ง 8 ไตรมาส โดยมีช่วงประมาณการอยู่ที่ร้อยละ 0 - 2 ในปี 2552 และร้อยละ 2 - 4 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 84 และ 76 ตามลำดับ ซึ่งช่วงประมาณการดังกล่าวคำนึงถึงความเป็นไปได้ในกรณีเลวร้าย (Worse case) ที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงไว้แล้ว
สำหรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คณะกรรมการฯ มองว่ามีความเสี่ยงด้านสูงมากกว่าด้านต่ำจากการที่ราคาน้ำมันซื้อขายในตลาดล่วงหน้าเบ้ไปทางด้านสูงเป็นสำคัญ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงค่อนไปทางด้านต่ำจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ อีกทั้งผลในการลดแรงกดดันต่อดัชนีราคาผู้บริโภคของมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐและมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษายังไม่ชัดเจน ณ วันที่ประมาณการ ทำให้ Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจึงเบ้ขึ้นตลอดช่วงประมาณการ อย่างไรก็ดี Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเบ้ลงตลอดช่วงประมาณการ สอดคล้องกับ Fan Chart ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เบ้ลงเช่นกัน ในภาพรวม คณะกรรมการฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-1.5)- 0.5 ในปี 2552 และร้อยละ 1.5 – 3.5 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 90 และ 82 ตามลำดับ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.5 - 1.5 ในปี 2552 และร้อยละ 1.0 - 2.0 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 96 และ 85 ตามลำดับ
การดำเนินนโยบายการเงินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
จากการประเมินภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจข้างต้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และมีปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากภาครัฐยังมีข้อจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อปรับลดลงมากจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คณะกรรมการฯ จึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 1.00 ต่อปี จากร้อยละ 3.75 เป็นร้อยละ 2.75 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551
ในช่วงปลายไตรมาส วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมชะลอตัวรุนแรงและมีผลต่อเนื่องให้การส่งออกของไทยเริ่มหดตัว รวมทั้งอุปสงค์ภาคเอกชนยังอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ภาวะการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้นน่าจะช่วยเอื้อให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป ขณะที่ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.75 ต่อปี จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.00 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552
คำถามท้ายบทความ
1.จากข้อสมมุติเบื้องต้นของบทความนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในปีใด?
2.นางสาวดวงมณี วงศ์ประทีป มีตำแหน่งใดในธนาคารแห่งประเทศไทย?
3.ในขณะที่ข้อสมมติราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มิใช่เชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับต่ำลงในปีใด และ ปรับสูงขึ้นในปีใด?
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
สภาพัฒน์ทำใจดีสู้เสือ! รัฐบาลต้องแจ๋วจริงเศรษฐกิจปี 52 ไม่ติดลบ
นางสาว กัญจนากร เอื้อพัฒนพงศ์ 5005106006
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2552 จะไม่ถดถอยถึงขั้นติดลบอย่างที่หลายฝ่ายหวาดกลัว แม้ว่าในไตรมาสที่ 1 และ 2 จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและจากปัญหาภายในประเทศ หากรัฐบาลชุดใหม่เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อองค์กรหลักทั้ง 3 สถาบัน คือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการให้กลับมาบริหารประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถหยุดวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองที่เกิดขึ้นทุก 3 เดือน โดยให้ผู้บริโภคเห็นว่ารัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว 1 ปี หรือ 2 ปี หรือ 3 ปี “ถ้ารัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการหรือมีแนวโน้มให้เห็นในลักษณะนี้ก็จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 และ 4 อย่างชัดเจน โดย สศช.เชื่อมั่นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสามารถรองรับได้ ไม่ถึงขั้นติดลบ และเห็นสอดคล้องกับการที่ธนาคารโลกได้ออกมาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ที่จะขยายตัวได้ในระดับที่ 2% ขณะที่ในปี 2551 จะเติบโตไม่ถึง 4% เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิมีสูงกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบในระยะยาว จึงทำให้เชื่อว่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่ สศช.เคยคาดการณ์ไว้ล่าสุดในเดือน พ.ย.ที่ 4.5% นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งดูแลใน 4 เรื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจในปี 2552 ขยายตัวได้ คือต้องเร่งดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ถดถอย และผลักดันให้การส่งออกสินค้าเกษตรเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวและเป็นหัวใจหลักในการดึงเศรษฐกิจขึ้น, ต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่มีแผนงานและพร้อมอยู่แล้ว ทั้งด้านระบบขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ให้เริ่มทำสัญญา เริ่มก่อสร้าง เพื่อส่งสัญญาณลงทุนที่ชัดเจนให้ภาคเอกชน และต้องกระจายการลงทุนที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในอนาคตและสร้างมูลค่าและประสิทธิภาพด้านการผลิต เช่น โครงการลงทุนด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด นายอำพนกล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยขยายไปสู่กลุ่มผู้สูงอายุการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวัฒนธรรม อนุรักษ์ ให้มากขึ้นจากการเน้นท่องเที่ยวเพียงไม่กี่จุดของประเทศและต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่าจะมีการดูแลอย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจนต้องปิดสนามบินโดยมีแผนสำรอง มีผู้รับผิดชอบให้ชัดเจนเช่นเดียวกับที่เคยทำในช่วงเกิด “สึนามิ” ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ทิ้งยุทธศาสตร์การเป็นภาคีในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเปลี่ยนขั้วทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศตะวันตกมาสู่ประเทศตะวันออกในอีก 3-4 ปีข้างหน้า นอกเหนือไปจากการให้ความสำคัญในการดูแลแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง “ประเทศไทยผ่านวิกฤติมาเยอะแล้วและใน ปี 2552 กำลังเผชิญวิกฤติอีกครั้ง แต่คนไทยมีจุดศูนย์รวมจิตใจที่มั่นคงขณะเดียวกันต้องไม่ลืมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้หลักคุณธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาในทุกระดับชั้น ก็จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤติและก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจนฝ่าฟันวาระของโลกในเรื่องของวิกฤติอาหารพลังงานและปัญหาโลกร้อนในอนาคตได้”.
ที่มาhttp://politics.spiceday.com/viewthread.php?tid=41876&extra=page%3D1&sid=Z0gTAf
คำถาม 1.นายอำพน กิตติอำพน ดำลงตำแหน่งอะไร
2.นายอำพนกล่าวว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไร
3.รัฐบาลยังต้องเร่งดูแลใน 4 เรื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจในปี 2552 ขยายตัวได้ มีอะไรบ้าง
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
ธนาคารกรุงเทพปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก มีผล 20 มกราคม 2552
นางสาวศศิวรรณ กิตติรุจิระกุล 5005106015 f.m.
ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดา มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552 รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 6.75% เป็น 6.50% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 7.00% เป็น 6.75% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 7.25% เป็น 7.00% ทางด้านเงินฝาก ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาว สำหรับบุคคลธรรมดา โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท จาก 1.50% เป็น 1.25% วงเงินฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป จาก 1.75% เป็น 1.50% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 1.75% เป็น 1.50% เงินฝากประจำ 12 เดือน 1.75% ไม่เปลี่ยนแปลง เงินฝากประจำ 24 เดือน และ 36 เดือน จาก 2.50% เป็น 2.00% โดยทั้ง 2 ด้านมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเภทเงินกู้
อัตราเดิม
(9 ธันวาคม 2551)
อัตราใหม่
(20 มกราคม 2552)
สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา
(Minimum Loan Rate) หรือ MLR
6.75
6.50
สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี
(Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR
7.00
6.75
สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR
7.25
7.00
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภทต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเภทเงินฝาก
อัตราเดิม
(9 ธันวาคม 2551)
อัตราใหม่
(20 มกราคม 2552)
ระยะเวลาการฝาก 3 เดือน
วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท
วงเงินฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
1.50
1.75
1.25
1.50
ระยะเวลาการฝาก 6 เดือน
1.75
1.50
ระยะเวลาการฝาก 12 เดือน
1.75
1.75
ระยะเวลาการฝาก 24 และ 36 เดือน
2.50
2.00
คำถาม
- ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดา มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่เท่าไร
-ทางด้านเงินฝาก ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาว สำหรับบุคคลธรรมดา โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท จาก เท่าไรถึงเท่าไร
-ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้นใช่ไหม
ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดา มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552 รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 6.75% เป็น 6.50% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 7.00% เป็น 6.75% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 7.25% เป็น 7.00% ทางด้านเงินฝาก ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาว สำหรับบุคคลธรรมดา โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท จาก 1.50% เป็น 1.25% วงเงินฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป จาก 1.75% เป็น 1.50% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 1.75% เป็น 1.50% เงินฝากประจำ 12 เดือน 1.75% ไม่เปลี่ยนแปลง เงินฝากประจำ 24 เดือน และ 36 เดือน จาก 2.50% เป็น 2.00% โดยทั้ง 2 ด้านมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเภทเงินกู้
อัตราเดิม
(9 ธันวาคม 2551)
อัตราใหม่
(20 มกราคม 2552)
สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา
(Minimum Loan Rate) หรือ MLR
6.75
6.50
สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี
(Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR
7.00
6.75
สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR
7.25
7.00
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภทต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเภทเงินฝาก
อัตราเดิม
(9 ธันวาคม 2551)
อัตราใหม่
(20 มกราคม 2552)
ระยะเวลาการฝาก 3 เดือน
วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท
วงเงินฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
1.50
1.75
1.25
1.50
ระยะเวลาการฝาก 6 เดือน
1.75
1.50
ระยะเวลาการฝาก 12 เดือน
1.75
1.75
ระยะเวลาการฝาก 24 และ 36 เดือน
2.50
2.00
คำถาม
- ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดา มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่เท่าไร
-ทางด้านเงินฝาก ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาว สำหรับบุคคลธรรมดา โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน วงเงินฝากน้อยกว่า 3 ล้านบาท จาก เท่าไรถึงเท่าไร
-ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกระยะเวลา สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้นใช่ไหม
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552
PTTCH เล็งปรับลดกำลังผลิต-แผนลงทุนธุรกิจก๊าซฯ หลังความต้องการใช้ลดลง
นางสาว วิลาสินี ชูหวาน
5005106016
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 3 ชั่วโมง 39 นาทีที่แล้ว
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTCH) เผยเตรียมพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตและแผนการลงทุนเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้ในการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาวิกฤติการเงินของโลก โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าปรับตัวลดลงไปแล้วถึง 3%
ทั้งนี้ในเบื้องต้น บริษัทฯ จะปรับแผนลงทุน 5 ปีใหม่ โดยเรียงลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนที่อยู่ในแผนทั้ง 40 โครงการใหม่ เลื่อนโครงการขุดเจาะสำรวจน้ำมันออกไปไว้ท้ายๆ แผน แล้วนำแผนการลงทุนซื้อกิจการโครงการในต่างประเทศมาไว้อันดับต้นๆ แทน เพราะมองว่าในช่วงวิกฤตินี้อาจมีบางบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง ต้องการผู้ร่วมทุน ประกอบกับราคาก็อยู่ในระดับต่ำลง เหมาะแก่การเข้าไปลงทุน โดยบริษัทจะเน้นกิจการที่อยู่ในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น พม่า กัมพูชา บังกลาเทศ ปากีสถาน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
"โครงการซื้อบ่อก๊าซและบ่อน้ำมันที่ได้มีการผลิตแล้วมีอยู่หลายโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งเจ้าของมีปัญหาขาดสภาพคล่องต้องตัดขายหรือขายทั้งหมด เป็นโอกาสที่จะเข้าไปซื้อ ซึ่งเดิมก็อยู่ในแผนอยู่แล้ว แต่อยู่ในอันดับท้ายๆ ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้น ส่วนโครงการอื่น เช่น การขุดเจาะน้ำมันก็จะให้ความสำคัญน้อยลง เพราะในราคาน้ำมันแบบนี้อาจไม่คุ้มทุน" นายอนนต์ กล่าว
บริษัทฯ จะใช้โอกาสนี้ขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในประเทศให้เพียงพอรองรับความต้องการใช้ในประเทศออกไปอีก 10-15 ปี เนื่องจากต้นทุนการขุดเจาะในช่วงราคาน้ำมันขาลงจะลดต่ำลงมาก ซึ่งในประเทศยังมีอีกหลายแห่งที่ยังขุดเจาะไม่หมด สามารถที่จะเพิ่มฐานการสำรองได้ขึ้นเป็น 3-4 แสนบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.2 แสนบาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
สำหรับปริมาณการผลิตของบริษัทฯ คาดว่า ในปี 52 จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 3 หมื่นบาร์เรล/วัน จากสิ้นปี 51 ที่มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 2.5 แสนบาร์เรล/วัน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 3 ชั่วโมง 39 นาทีที่แล้ว
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTCH) เผยเตรียมพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตและแผนการลงทุนเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้ในการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาวิกฤติการเงินของโลก โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าปรับตัวลดลงไปแล้วถึง 3%
ทั้งนี้ในเบื้องต้น บริษัทฯ จะปรับแผนลงทุน 5 ปีใหม่ โดยเรียงลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนที่อยู่ในแผนทั้ง 40 โครงการใหม่ เลื่อนโครงการขุดเจาะสำรวจน้ำมันออกไปไว้ท้ายๆ แผน แล้วนำแผนการลงทุนซื้อกิจการโครงการในต่างประเทศมาไว้อันดับต้นๆ แทน เพราะมองว่าในช่วงวิกฤตินี้อาจมีบางบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง ต้องการผู้ร่วมทุน ประกอบกับราคาก็อยู่ในระดับต่ำลง เหมาะแก่การเข้าไปลงทุน โดยบริษัทจะเน้นกิจการที่อยู่ในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น พม่า กัมพูชา บังกลาเทศ ปากีสถาน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
"โครงการซื้อบ่อก๊าซและบ่อน้ำมันที่ได้มีการผลิตแล้วมีอยู่หลายโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งเจ้าของมีปัญหาขาดสภาพคล่องต้องตัดขายหรือขายทั้งหมด เป็นโอกาสที่จะเข้าไปซื้อ ซึ่งเดิมก็อยู่ในแผนอยู่แล้ว แต่อยู่ในอันดับท้ายๆ ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้น ส่วนโครงการอื่น เช่น การขุดเจาะน้ำมันก็จะให้ความสำคัญน้อยลง เพราะในราคาน้ำมันแบบนี้อาจไม่คุ้มทุน" นายอนนต์ กล่าว
บริษัทฯ จะใช้โอกาสนี้ขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในประเทศให้เพียงพอรองรับความต้องการใช้ในประเทศออกไปอีก 10-15 ปี เนื่องจากต้นทุนการขุดเจาะในช่วงราคาน้ำมันขาลงจะลดต่ำลงมาก ซึ่งในประเทศยังมีอีกหลายแห่งที่ยังขุดเจาะไม่หมด สามารถที่จะเพิ่มฐานการสำรองได้ขึ้นเป็น 3-4 แสนบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.2 แสนบาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
สำหรับปริมาณการผลิตของบริษัทฯ คาดว่า ในปี 52 จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 3 หมื่นบาร์เรล/วัน จากสิ้นปี 51 ที่มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 2.5 แสนบาร์เรล/วัน
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-11-09/46639275/
คำถาม
1. บริษัทจะปรับแผนการลงทุนใหม่อย่างไร ในการลงทุนแบบใหม่ และเนื่องจากอะไร
2. บริษัทจะเน้น กิจการ ที่ประเทศไหนบ้าง
3.บริษัทจะขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเคมีเพื่ออะไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)