วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธุรกิจประกันชีวิตปีฉลูหืดขึ้นคอ!



จัดทำโดย
น.ส.สินีนาถ ศรีสินอำไพ 5005106013

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 52 จะเติบโตประมาณร้อยละ 5-6 โดยอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 0-2 ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวจะแตกต่างจากปี 51 ที่ธุรกิจประกันชีวิตขยายตัว 16% เบี้ยรับรวม 200,000 ล้านบาท โดยประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตมากขึ้นว่าได้รับการคุ้มครองและผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่า แถมยังเป็นการออมเงิน ประกอบกับรูปแบบของประกันชีวิตมีการพัฒนาที่หลากหลายเพื่อให้ตรงใจประชาชน และมีช่องทางการจำหน่ายในหลายช่องทาง ทั้งผ่านตัวแทนและสาขาธนาคารพาณิชย์ ทำให้ในปี 51 ธุรกิจประกันชีวิตขยายตัวในอัตราที่ดี
“ยอมรับว่าช่วงเกิดวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐฯ ส่งผลกระทบมาถึงธุรกิจประกันชีวิต ประชาชนตื่นตระหนกบ้างช่วงแรก แต่หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. และสมาคมประกันชีวิต ออกมายืนยันว่าธุรกิจประกันภัยของไทยไม่มีปัญหา ก็ทำให้ความมั่นใจของลูกค้ากลับมา”

นายสาระยืนยันว่า ธุรกิจประกันชีวิตจะไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปีขึ้นไป และลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ขึ้นไป ความเสี่ยงจึงมีต่ำ และเน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง ก็ไม่มีผล เพราะบริษัทประกันชีวิตจะลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้จนครบอายุ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าเงินกองทุนและเงินสำรองมีสูงเพียงพอตามกฎเกณฑ์ของ คปภ.


…………………….

แหล่งที่มา
http://www.thairath.co.th/content_economic.html

คำถาม
1.) คปภ. ย่อมาจากอะไร?
2.) นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 52 ว่าจะเติบโตประมาณร้อยละเท่าใด?
3.)นายสาระยืนยันว่าธุรกิจประกันชีวิตจะไม่มีปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว และลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเท่าใด?
………………………….

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หลุมพรางทางการเงิน

นาวสาว กัญจนากร เอื้อพัฒนพงศ์ 5005106006

หลุมพรางทางการเงิน

กับดักทางการเงินที่พบว่ามีผู้พลัดตกลงไปเป็นประจำ คือการละเลยการวางแผนการเงิน หรือบางคนวางแผนการเงินแล้วแต่ไม่อดทนกับการเดินตามแผน อีกไม่น้อยที่ไม่จัดงบการเงิน ที่น่าห่วงที่สุดคือไม่มีเงินกองทุนฉุกเฉินของตัวเอง
แย่ยิ่งกว่านั้นคือพวกที่ใช้บัตรเครดิตเป็นแหล่งหมุนเงิน หรือบางคนก็หลงไปติดกับเงินกู้เงินปลอดดอกเบี้ย แต่ที่ดูเป็นกับดักของคนหมู่มากในทุกวันนี้คือการที่ใช้ก่อนออมทีหลัง บางคนทำท่าจะไปได้สวย ออมอย่างดิบดีแต่กลับถอนเงินเพื่อเกษียณมาใช้ก่อน
หากมองในแง่ของการลงทุน ก็จะพบว่ามีกับดักมากมายที่ทุกคนติดอยู่ เช่นที่คนส่วนมากเป็นคือ ไม่กระจายการลงทุน และอีกไม่น้อยที่ไม่ใส่ใจค่าธรรมเนียมการลงทุน หรือบางคนก็รับความเสี่ยงมากหรือน้อยเกินไป จนไม่เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ และที่เห็นบ่อยครั้งคือ ปล่อยให้สถานการณ์รายวันกระทบการตัดสินใจลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน
ยังมีหลุมพรางทางการเงินอีกหลายอย่าง เช่น ไม่หมั่นตรวจสอบเครดิตทางการเงินของตัวเอง หรือบางคนชอบทำธุรกรรมการเงินมากเกินไปจนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากโดยไม่รู้ตัว
จากการสำรวจความเห็นของบรรดาคนในแวดวงการเงิน ก็พบว่า ล้วนแต่เคยมีประสบการณ์การติดกับดักการเงินมาบ้างแล้วทั้งสิ้น ใครติดกับดักอะไร หรือตกหลุมพรางไหน ตามไปดูพร้อมๆ กัน แต่พบว่าไม่มีใครยอมให้ตัวเองจมอยู่ในกับดักนั้นตลอดไป
"อัจฉรา โยมสินธ์"อาจารย์ภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง"ธรรมะพารวย"บอกว่าเธอเองก็เคยตกมาหลายหลุม ตั้งแต่ละเลยการวางแผนการเงิน ไม่ทำงบการเงิน ใช้ก่อนออมทีหลัง ไม่กระจายการลงทุน ไม่ใส่ใจค่าธรรมเนียมการลงทุน ไม่สนใจความเสี่ยง รวมทั้งไม่ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน
"สมัยที่เพิ่งเรียนจบ และเริ่มทำงานใหม่ๆ จะใช้เงินแบบไม่วางแผนเพราะคิดว่าแป๊บเดียวเดี๋ยวก็มีเงินเข้าบัญชีแล้ว เลยไม่ค่อยกังวลว่าจะไม่มีสตางค์ใช้ อยากใช้อะไร อยากซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่คิดมาก ใช้ชีวิตสนุกสนานไปเรื่อยเปื่อย สะสมข้าวของไร้สาระเต็มไปหมด เงินไม่พอก็ขอที่บ้านเพิ่ม ช่วงนั้นเลยมีเงินเก็บน้อยมาก ซึ่งก็เป็นเงินเหลือจากการใช้จ่าย โดยเงินออมทั้งหมดก็จะฝากธนาคารไว้แบบไม่ใส่ใจ จำได้ว่าตอนนั้นดอกเบี้ยเงินฝาก 10% กว่าเราก็แฮปปี้แล้ว"
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เริ่มรู้ตัวว่าเรากำลังตกหลุมพรางหรือติดกับดักทางการเงินอยู่ก็คือ ตอนที่ได้เลือกเรียนวิชา Personal Financial Planning หรือการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ช่วงที่เรียน MBA ที่สหรัฐอเมริกา ตอนแรกก็งงว่ามีวิชาแบบนี้ด้วยหรือ แล้วอาจารย์ท่านจะสอนอะไรเราบ้าง มีข้อสงสัยเต็มหัวไปหมด เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะต้องเรียนกันเป็นเทอมๆ พอได้เรียนไปเรื่อยๆ ก็อึ้งว่าฝรั่งนั้นคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันละเอียด รอบคอบและวางแผนล่วงหน้ากันยาวนานตลอดช่วงชีวิตเลย รวมทั้งยังได้รู้ ได้เข้าใจว่าทางเลือกสำหรับการออมการลงทุนมีเยอะแยะมากมาย เลยกลายเป็นเรื่องท้าทายมากที่เราจะต้องหาทางเลือกที่พอเหมาะพอดีกับตัวเราให้เจอ
จากนั้นก็เลยเริ่มจัดการตัวเอง ช่วงแรกจะรู้สึกยุ่งยาก ก็ทำบ้าง ลืมบ้าง พออายุมากขึ้น ระบบเริ่มลงตัวมากขึ้น จึงได้บทเรียนสำคัญว่าการทำความรู้จักกับตัวเองผ่านการวางแผนทางการเงิน ทำให้ต้องคิดไกลๆ คิดยาวๆ และยังช่วยให้เรามีพลังที่จะทำงานทุกวัน เพราะเรามีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงเพื่อตัวเราเองในอนาคต เป้าหมายง่ายๆ ในใจตอนนี้ก็คือ เราต้องสบายวันนี้ เพื่อที่จะสบายวันหน้า
"เด็กๆ สมัยนี้โชคดีเพราะหลายหน่วยงานเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งทางเลือกในการลงทุนและที่ปรึกษาทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสะดวกสบายในการวางแผนการเงินในปัจจุบันจึงพร้อมเสิร์ฟทุกที่ทุกเวลา ใครอยากสบายทั้งในวันนี้และวันข้างหน้าก็ต้องรีบเช็คว่าเราตกหลุมพรางทางการเงินอยู่หรือเปล่า แล้วคงต้องรีบหาทางออกจากหลุมพรางเหล่านั้นให้เร็วที่สุด"
คำถาม
1. ผู้เขียนหนังสือเรื่อง"ธรรมะพารวย"คือใคร
2. อัจฉรา โยมสินธ์ ได้ เรียน วิชา อะไร ที่ สหรัฐอเมริกา
3.จากบทความคุณได้ เรียนรู้อะไรบ้าง

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิกฤติเศรษฐกิจ-น้ำมันทำยอดขายของขวัญของชำร่วยในประเทศลดลงร้อยละ 20

นางสาวชุษณี ตองอ่อน

5005106002

วิกฤติเศรษฐกิจ-น้ำมันทำยอดขายของขวัญของชำร่วยในประเทศลดลงร้อยละ 20 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 12 ธ.ค.- นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า ยอดขายของขวัญของชำร่วยไทยภายในประเทศ ลดลงประมาณร้อยละ 20 เนื่องจากประชาชนวิตกเรื่องเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ รวมทั้งสถานการณ์การเมืองนายจิรบูลย์ กล่าวว่า โดยเฉพาะสิ้นปีนี้องค์กรและบริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ลดคำสั่งซื้อสินค้าปีใหม่ ทำให้มูลค่าจาก 10,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกสินค้าของขวัญฯ ปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 26,000 ล้านบาท หรือขยายตัวประมาณร้อยละ 5.5 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่มั่นใจสถานการณ์ปีหน้าว่าการส่งออกจะยังขยายตัวได้หรือไม่ เนื่องจากตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 32 กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งทางสมาคมฯ ต้องหาตลาดใหม่ เช่น จีน อินเดีย ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง มาทดแทน แต่คงไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นตลาดที่ต้นทุนสูง ดังนั้น หากปีหน้าสามารถทำยอดส่งออกเท่าปีนี้ก็ถือว่าน่าพอใจนอกจากนี้ ยังวิตกกังวลกับภาวะเศรษฐกิจไทยปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2 ก็จะยิ่งกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศให้ลดลง ขณะที่ปัญหาทางการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ค้า เพราะมีข้อวิตกว่าผู้ค้าไทยอาจจะส่งสินค้าไม่ทัน หลังจากมีเหตุปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นจุดนี้กลับคืนมาสำหรับงานมหกรรมของขวัญ ของที่ระลึก ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 12-21 ธันวาคมนี้ จะมีของขวัญของที่ระลึก การ์ดอวยพร สินค้าแบรนด์เนม สินค้าเพื่อสุขภาพมาจำหน่าย ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีเงินสะพัดประมาณ 200-250 ล้านบาท.-สำนักข่าวไทย





คำถามท้ายบทความ
1.ตลาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนอัตราการส่งออก ถึงร้อยละ 32 กำลังประสบปัญหาสภาวะเศษรฐกิจถดถอย
คำว่า "ตลาดใหญ๋" หมายถึงประเทศอะไร
2.การส่งออกสินค้าของขวัญที่บอกว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีมูลค่าเท่าใด
3.จากเหตุการณ์ปิดสนามบิน เหตุการณ์นี้ มีผลต่ออะไร รัฐบาลต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้